FOR EVERY TEACHERS

16 มกรา บูชาครู

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

นวัตกรรม (Innovation)

eyeFeel แปลงคำพูด เป็นแอนิเมชั่นภาษามือ

             การแข่งขัน “อิมเมจินคัพ 2010” (Imagine Cup 2010) ที่ประเทศโปแลนด์ ซึ่งถือเป็นเวทีการแข่งขันระดับโลกขนาดใหญ่อีกเวทีหนึ่ง ใน  ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานได้จริงจากเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ โดยปีนี้มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 3 แสนคน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมาจากประเทศไทยกว่า 2 พันคน ใน 150 โครงการ ซึ่งผู้ชนะเลิศการแข่งขันในระดับประเทศ (Thailand Imagine Cup 2010) คว้าถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีไปครอง และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันระดับโลกในประเภทซอฟต์แวร์ ดีไซน์ (software Design) ก็คือทีม SKeeK จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
   
         ด้วยผลงานที่มีชื่อว่า  “อายฟีล” (eyeFeel) ที่สามารถชนะใจกรรมการและตอบโจทย์แนวคิดการแข่งขัน ที่กำหนดไว้ในปีนี้ คือ “Ima- gine a world where tech nology helps solve the problems facing us to day” หรือการสร้างสรรค์โลกด้วยเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ปัญหาที่มนุษย์ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
         ทีมนี้ประกอบไปด้วยนายกฤตธี ศิริสิทธิ์ นายพิชัย โสดใส นายธนะสรรค์ ดิลกพินิจนันท์ และนายนนทวรรธ ศรีจาด นิสิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาวิศวกรรมซอฟต์แวร์และความรู้
         “กฤตธี” อธิบายถึง แอพพลิเคชั่นนี้ว่า เนื่องจากทั่วโลกมีคนที่มีปัญหาทางการได้ยินกว่า 300 ล้านคน แต่มหาวิทยาลัยที่สามารถให้การศึกษาขั้นสูงกับผู้มีปัญหาเหล่านี้ มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือที่มหาวิทยาลัย Gallaudet แห่งวอชิงตัน ดี.ซี.  เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและช่วยให้ผู้ที่พิการทางการได้ยินสามารถสื่อสารกับคนปกติได้ ทีมจึงพัฒนาแอพพลิเคชั่น อายฟีลขึ้น โดยพัฒนาระบบแปลงเสียงพูดหรือบทสนทนา และจับความเคลื่อนไหวของใบหน้าผู้พูด ให้เป็นตัวอักษรและภาษามือที่สร้างด้วยแอนิเมชั่นแบบเรียลไทม์ 
        โดยผู้พูดสามารถพูดผ่านไมโครโฟนที่ตั้งอยู่หน้าเว็บแคม จากนั้นระบบก็จะจับใบหน้าผู้พูดและเสียงพูด และแปลงเป็นตัวอักษรและภาษามือ มีฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติมที่สามารถบันทึกเก็บเป็นไฟล์วิดีโอไว้ในคลังข้อมูล รวมถึงสามารถอัพโหลดขึ้นยูทูบได้
        และถือว่าโครงการนี้เป็นการสร้างต้นน้ำและรากฐานของระบบนิเวศอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทยโดยรวม โดยเริ่มจากการสร้างคนก่อนที่จะต่อยอดในโครงการอื่น ๆ เพื่อสร้างเสริมนักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ เพื่อให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/true/sarapan_detail.php?cms_id=462

เกาะเสม็ดนำร่องถุงขยะย่อยสลายได้


            ดร.วันทนีย์ จองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า สำนักงานริเริ่มโครงการคัดแยกและจัดเก็บขยะอินทรีย์ด้วยถุงขยะพลาสติกชีวภาพ โดยนำร่องที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ตั้งเป้าลดปริมาณขยะที่จะส่งเข้าเตาเผาให้ได้กว่า 100 ตันต่อเดือน ระยะเวลาโครงการ 1 ปี คาดว่าจะใช้ถุงขยะประมาณ 2 หมื่นใบส่วนขยะอินทรีย์ในโครงการ จะจัดส่งไปโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์กึ่งอัตโนมัติ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเสม็ด โดยเป็นเทคโนโลยีจากการวิจัยพัฒนาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่ได้รับงบวิจัยส่วนหนึ่งจาก สนช. ต่อมา ปตท.สนับสนุนทุนก่อสร้าง 4 ล้านบาท
"เกาะเสม็ดมีปริมาณขยะประมาณ 6 ตันต่อวัน ขณะที่สภาพพื้นที่จัดการขยะค่อนข้างจำกัด และการจัดการขยะไม่ถูกวิธี เช่น เผาขยะบริเวณเปิด จึงกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในวงกว้าง"
โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด สุดท้ายแล้วเกาะเสม็ดจะกลายเป็นตัวอย่างของ "ชุมชนเกาะสีเขียว" (green island) หลังจากผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างจิตสำนึกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม และเข้าใจถึงผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพมากขึ้น
"คณะทำงานจะติดตามและเก็บข้อมูลโครงการอย่างต่อเนื่องในอีก 6 เดือนข้างหน้า คาดหวังว่ารูปแบบของโครงการนำร่องนี้ จะสามารถขยายผลให้เกิดนโยบายระดับประเทศด้านการจัดการขยะอินทรีย์ได้อย่างประสิทธิภาพต่อไป"
ด้าน ดร.ปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาความเป็นไปได้ และความต้องการใช้งานพลาสติกชีวภาพ PBS ก่อนตัดสินใจก่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ ซึ่ง ปตท. สนใจที่จะลงทุนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/true/sarapan_detail.php?cms_id=492

มือถือพลังแดดไม่ง้อไฟฟ้าราคาถูก

          บริษัท โวดาโฟน ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากอังกฤษและผู้ผลิตมือถือที่มีกลยุทธ์เจาะตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยเครื่องราคาถูกแสนถูก ซึ่งเพิ่งสร้างความฮือฮาไปเมื่อต้นปีด้วยมือถือราคาถูกที่สุดในโลกเพียง 500 บาท บุกตลาดอินเดีย ตุรกี เคนยา และกานา ล่าสุด เปิดตัวมือถือพลังงานแสงอาทิตย์เครื่องแรกในอินเดียด้วยราคาเพียงเครื่องละ 1,000 บาท จะวางตลาดเดือนหน้า ภายใต้สโลแกน "สุขที่ได้ช่วย" หรือ แฮปปี้ทูเฮลป์ โวดาโฟนแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอินเดียที่ยังไม่สะดวกกับระบบไฟฟ้า ไม่ต้องชาร์จไฟใส่มือถือให้ยุ่งยาก เพราะ VF 247 เป็นมือถือที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ภายในติดตั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า ซันบูสต์ ทำให้มือถือชาร์จไฟได้แม้จะอยู่ในห้องตอนกลางวัน โดยไม่จำเป็นต้องนำออกไปอาบแดดโดยตรง
มือถือจอสี ใช้เวลาชาร์จนาน 8 ชั่วโมง และอยู่ได้นานกว่า 8 วัน คุยได้นาน 4 ชั่วโมง เล่นวิทยุระบบเอฟเอ็ม และมีไฟฉายในตัว มุ่งเป้าไปที่ลูกค้าในชนบทของอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหญ่
ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/true/sarapan_detail.php?cms_id=495

'โอเพ่นซอร์ส' ความหวังสู่คลังความรู้เสรี


          สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบเครือข่ายบริหารจัดการห้องสมุด โดยใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์สและฟรีแวร์อย่างเป็นรูปธรรม ปูทางสู่การเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบคลังความรู้ระบบเปิด
มหาวิทยาลัยทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.ศรีนครินทรวิโรฒหอการค้าไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
             ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า สำนักหอสมุดในสถาบันการศึกษา ส่วนใหญ่ได้ปรับรูปแบบการบริการเป็น "ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์" จึงจำเป็นต้องลงทุนติดตั้งโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลห้องสมุด ซึ่งราคาแพง มีค่าลิขสิทธิ์และต้องทำสัญญาเป็นรายปี เฉลี่ยค่าบริหารงานห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ปีละ 1-5 ล้านบาทสำหรับห้องสมุดขนาดเล็ก และห้องสมุดขนาดใหญ่  5-10 ล้านบาท  ประกอบกับซอฟต์แวร์บริหารห้องสมุดที่ใช้ในปัจจุบันยังเป็น "ระบบปิด" ผู้ใช้ถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ไม่เกิดการเชื่อมโยงคลังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สู่การใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ สวทช.ในฐานะหน่วยงานริเริ่มพัฒนาระบบห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยซอฟต์แวร์ระบบเปิดอย่างเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรก จึงสร้างเครือข่ายกับสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อนำไปสู่การใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพในอนาคต

ที่มา : http://www.trueplookpanya.com/true/sarapan_detail.php?cms_id=1089

แบบฝึกเสริมทักษะ


ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ
                แบบฝึกเสริมทักษะ  หมายถึง  งานหรือกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้น  โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย  มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น  และช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง  อาจจะให้นักเรียนทำแบบฝึกขณะเรียนหรือหลังจากจบบทเรียนไปแล้วก็ได้
                       
หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
              การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลักในการสร้างดังนี้
                        1.  ต้องยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละวัย ต้องคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ แรงจูงใจของนักเรียน
                        2.  ต้องตั้งจุดประสงค์ในการฝึกว่าต้องการฝึกเสริมทักษะใด เนื้อหาใด ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อะไร
                        3.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป คำนึงถึงความสามารถของเด็กและต้องเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก
                        4.  ต้องศึกษาขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ปัญหาและข้อบกพร่องของนักเรียน
                        5.  แบบฝึกเสริมทักษะต้องมีคำชี้แจง และควรมีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมากขึ้น และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
                        6.  แบบฝึกเสริมทักษะควรมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ เพื่อจูงใจในการทำ ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกว่ามีจำนวนไม่มาก
                        7.  ควรมีรูปภาพประกอบที่สวยงามเหมาะสมกับวัยของเด็ก
                        8.  ควรใช้ภาษาสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหรือคำสั่ง
                        9.  ควรมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้จริง
                        10.  ควรจัดทำเป็นรูปเล่ม ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้ง่าย นักเรียนสามารถนำมาทบทวนก่อนสอบได้

 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกเสริมทักษะ
           แบบฝึกเสริมทักษะที่ดี  ครูผู้สร้างจะต้องยึดหลักจิตวิทยา  ใช้สำนวนภาษาที่ง่าย  เหมาะสมกับวัย  ความสามารถของผู้เรียน  มีกิจกรรมหลากหลาย  มีคำสั่ง  คำอธิบาย  และคำแนะนำการใช้แบบฝึกเสริมทักษะที่ชัดเจนเข้าใจง่าย  ใช้เวลาในการฝึกไม่นานและที่สำคัญมีความหมายต่อชีวิต  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะ
                  1.  ใช้เสริมหนังสือแบบเรียนในการเรียนทักษะ
                  2.  เป็นสื่อการสอนที่ช่วยแบ่งเบาภาระของครู
                  3.  เป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกฝนและส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น   แต่จะต้องได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากครูด้วย
                  4.  แบบฝึกที่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจะเป็นการช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จ    ตามระดับความสามารถของเด็ก
                  5.  จะช่วยเสริมทักษะให้คงอยู่ได้นาน
                  6.  เป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้ง
                  7.  แบบฝึกที่จัดทำเป็นรูปเล่มจะอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนในการเก็บรักษาไว้เพื่อทบทวนด้วยตนเองได้
                  8.  ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องในการสอน   ตลอดจนทราบปัญหาและข้อบกพร่องและจุดอ่อนของนักเรียน   ช่วยให้ครูสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
                  9.  ช่วยให้เด็กมีโอกาสฝึกทักษะได้อย่างเต็มที่
                  10.  แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยครูประหยัดเวลา   และแรงงานในการสอนการเตรียมการสอน     การสร้างแบบฝึกทักษะ      และช่วยให้นักเรียนประหยัดเวลาในการลอกโจทย์แบบฝึกหัด

ที่มา : http://learners.in.th/blog/pungkung007/148590

เครื่องช่วยเรียนรู้ภาษาไทย


                          เครื่องช่วยเรียนรู้ภาษาไทย คือ เครื่องที่ช่วยในการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น การฝึกให้นักเรียนออกเสียง ก-ฮ  การท่องตัวเลขอารบิก 0-9  การตั้งโทย์ปัญหาคิดคำนวณต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดพัฒนาการการเรียนรู้ได้ดีมากขึ้น ทั้งนี้เด็กสามารถสร้างบัตรคำเอง เพื่อใช้งานกับเครื่องได้ มีสมุดระบายสี พร้อมคัดอักษรภาษาไทย เพื่อสร้างบัตรคำไว้ใช้งานเองได้  เหมาะสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน อนุบาล และประถมศึกษา เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และ ครูผู้สอนสามารถสร้างกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ ร่วมกับเครื่องได้หลากหลายกิจกรรม

           ลักษณะการทำงานของเครื่องช่วยเรียนรู้ภาษาไทย
1. การอ่านบัตรคำ ก - ฮ ให้เด็กฟัง เด็กหยิบบัตรคำอักษร ก - ฮ หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตร เครื่องอ่าน ออกเสียงอักษรให้เด็กฟัง เด็กจะทราบอักษร ก - ฮ จากบัตรคำ และอ่านออกเสียงตามได้ถูกต้อง
2. การอ่านบัตรคำ ตัวเลข 0 - 9 ให้เด็กฟัง เด็กหยิบบัตรคำตัวเลข 0 - 9 หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตร เครื่องอ่าน ออกเสียงตัวเลขให้เด็กฟัง เด็กจะทราบตัวเลข 0 - 9 จากบัตรคำ และอ่านออกเสียงตามได้ถูกต้อง
3. การตอบคำถามการบวกเลข ลบเลขพื้นฐานให้เด็กฟัง เมื่อเด็กต้องการทราบผลของการบวก และผลของการลบเลข ทำได้โดย (บัตรคำตัวเลข + เครื่องหมาย + บัตรคำตัวเลข = ? ) เด็กหยิบบัตรคำเลข 1 หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตร ตามด้วยบัตรคำเครื่องหมาย + ตามด้วยบัตรคำเลข 2 จากนั้นเครื่องจะอ่านออกเสียงผลลัพธ์ให้เด็กฟัง ในที่นี้เท่ากับ 3
4. การตั้งโจทย์การเรียงลำดับ ก - ฮ ให้เด็กตอบคำถาม เมื่อต้องการทดสอบความจำ อักษร ก - ฮ ที่เรียนมาแล้ว โดยหยิบ บัตรคำ “แบบฝึกหัด” หย่อนใส่ช่องอ่านบัตร เครื่องอ่านออกเสียงแบบฝึกหัด ตามด้วยอักษรในแบบฝึกหัดนั้นๆ ให้เด็กหยิบบัตรคำอักษร ที่เครื่องบอก เพื่อหย่อนใส่ในช่องอ่านบัตรคำ ให้ถูกต้อง เมื่อเด็กหย่อนบัตรคำตรงตามที่เครื่องต้องการ เครื่องจะออกเสียงว่า “ถูกค่ะ” ถ้าหากผิด เครื่องก็จะออกเสียงว่า “ผิดค่ะ” พร้อมกันนั้นเครื่องจะอ่านออกเสียงอักษรตัวต่อไป ให้เด็กหยิบบัตรคำนั้นใส่ให้ถูกต้อง
5. การตั้งโจทย์การบวกเลข ลบเลขพื้นฐาน ให้เด็กตอบคำถาม มีลักษณะการทำงานคล้ายกับข้อ 4 ตัวอย่างเช่น เด็กนำบัตรคำแบบฝึกหัดหย่อนใส่เครื่อง เครื่องอ่านออกเสียงแบบฝึกหัด 1+2 = ? เด็กตอบคำถาม โดยหาบัตรคำที่เป็นคำตอบ (3) หย่อนใส่ช่องอ่านบัตร ถ้าถูก เครื่องออกเสียง “ถูกค่ะ” ถ้าหากผิด เครื่องก็จะออกเสียงว่า “ผิดค่ะ”
6. การแจ้งผลการทำแบบทดสอบให้ฟัง เด็กสามารถทราบได้ทันที ว่าบัตรคำที่หย่อนไปนั้น ถูกต้องหรือไม่ เพื่อจะได้แก้ไขได้ในทันที และเกิดความเข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง
7. การสรุปผลหลังทำแบบทดสอบเป็นเสียงพูดให้ทราบได้ทันที เมื่อเด็กทำแบบฝึกหัดเสร็จในแต่ละแบบฝึกหัด เครื่องจะสรุปผล การเรียนรู้ให้ครู/ผู้ปกครองทราบเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) ทันที เด็กสามารถทราบผลการเรียนรู้ เพื่อการเสริมแรงให้กับเด็ก โดยเครื่องช่วยเรียนรู้ภาษาไทยนี้มีแบบฝึกหัดให้เลือกทำหลายบทด้วยกัน
8. การสอนเด็กท่อง ก - ฮ เด็กหยิบบัตรคำคุณครูสอนท่อง ก - ฮ หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตรคำ เครื่องจะอ่านออกเสียงท่อง ก ข ฃ ค ฅ ฆ ง จ ฉ ช ..... ฮ เด็กฟังและสามารถท่องตามได้ด้วย
9. การสอนเด็กนับเลข 1-10, 1-100 เด็กหยิบบัตรคำคุณครูสอนนับเลข 1-10 หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตรคำ เครื่องจะอ่านออกเสียงนับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เด็กฟังและสามารถนับเลขตามได้ เด็กหยิบบัตรคำคุณครูสอนนับเลข 1-100 หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตรคำ เครื่องจะอ่านออกเสียงนับ 1 2 3 ….100 เด็กฟังและสามารถนับเลขตามได้
10. การสอนเด็กท่องสูตรคูณ แม่ 2-12 เด็กหยิบบัตรคำคุณครูสอนท่องสูตรคูณ แม่ 2-12 หย่อนใส่ในช่องอ่านบัตรคำ เครื่องจะอ่านออกเสียงท่องสูตรคูณ แม่ 2-12 เด็กฟังและสามารถท่องตามได้

          ประโยชน์ของเครื่องช่วยเรียนรู้ภาษาไทย
1. สามารถอ่านบัตรคำ ก - ฮ ให้เด็กฟังได้
2. สามารถอ่านบัตรคำ ตัวเลข 0 - 9 ให้เด็กฟังได้
3. สามารถตอบคำถามการบวกเลข ลบเลขพื้นฐานให้เด็กฟังได้
4. สามารถตั้งโจทย์การเรียงลำดับ ก - ฮ ให้เด็กตอบคำถามได้
5. สามารถตั้งโจทย์การบวกเลข ลบเลขพื้นฐาน ให้เด็กตอบคำถามได้
6. สามารถแจ้งผลการทำแบบทดสอบให้ฟังได้ทันที ทำให้เด็กทราบผลของการตอบคำถามได้
7. สามารถสรุปผลหลังทำแบบทดสอบเป็นเสียงพูดให้ทราบได้ทันที
8. สามารถสอนเด็กท่อง ก - ฮ ได้
9. สามารถสอนเด็กนับเลข 1-10, 1-100 ได้
10. สามารถสอนเด็กท่องสูตรคูณ แม่ 2-12 ได้

ที่มา : http://www.thaiamp.com/Product/Products_Kokai.htm

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)

 

 
ความหมายของ e-Book
       “อีบุ๊ค” (e-book, e-Book, eBook, EBook,) เป็นคำภาษาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์       คุณลักษณะของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถเชื่อมโยงจุดไปยังส่วนต่างๆ ของหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกับผู้เรียนได้ นอกจากนั้นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และสามารถสั่งพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครื่องพิมพ์ได้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะไม่มีในหนังสือธรรมดาทั่วไป

โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book
โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง
e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันได้แก่
1. โปรแกรมชุด
Flip Album
2. โปรแกรม
DeskTop Author
3. โปรแกรม
Flash Album Deluxe

ชุดโปรแกรมทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำหรับอ่าน e-Book ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดเอกสารไม่ได้ ประกอบด้วย
1.1 โปรแกรมชุด
Flip Album ตัวอ่านคือ FlipViewer
1.2 โปรแกรมชุด
DeskTop Author ตัวอ่านคือ DNL Reader
1.3 โปรแกรมชุด
Flash Album Deluxe ตัวอ่านคือ Flash Player

       สำหรับบางท่านที่มีความชำนาญในการใช้โปรแกรม Flash Mx ก็สามารถสร้าง e-Book ได้เช่นกัน แต่ต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียน Action Script และ XML เพื่อสร้าง e-Book ให้แสดงผลตามที่ต้องการได้

โครงสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book Construction)
ลักษณะโครงสร้างของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีความคล้ายคลึงกับหนังสือทั่วไปที่พิมพ์ด้วยกระดาษ หากจะมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกระบวนการผลิต รูปแบบ และวิธีการอ่านหนังสือ
สรุปโครงสร้างทั่วไปของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย
• หน้าปก (Front Cover)
• คำนำ (Introduction)
• สารบัญ (Contents)
• สาระของหนังสือแต่ละหน้า (Pages Contents)
• อ้างอิง (Reference)
• ดัชนี (Index)
• ปกหลัง (Back Cover)
หน้าปก หมายถึง ปกด้านหน้าของหนังสือซึ่งจะอยู่ส่วนแรก เป็นตัวบ่งบอกว่าหนังสือเล่มนี้ชื่ออะไร ใครเป็นผู้แต่ง
คำนำ หมายถึง คำบอกกล่าวของผู้เขียนเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูล และเรื่องราวต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้น
สารบัญ หมายถึง ตัวบ่งบอกหัวเรื่องสำคัญที่อยู่ภายในเล่มว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง อยู่ที่หน้าใดของหนังสือ สามารถเชื่อมโยงไปสู่หน้าต่างๆ ภายในเล่มได้
สาระของหนังสือแต่ละหน้า หมายถึง ส่วนประกอบสำคัญในแต่ละหน้า ที่ปรากฏภายในเล่ม ประกอบด้วย
• หน้าหนังสือ (Page Number)
• ข้อความ (Texts)
• ภาพประกอบ (Graphics) .jpg, .gif, .bmp, .png, .tiff
• เสียง (Sounds) .mp3, .wav, .midi
• ภาพเคลื่อนไหว (Video Clips, flash) .mpeg, .wav, .avi
• จุดเชื่อมโยง (Links)

ประโยชน์ E – book โดยทั่วๆ ไปคือ
1. ไม่เปลืองกระดาษ (ถ้าสร้าง E – Book ไม่ต้องตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ)
2. เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน ทันสมัย
3. เปิดดูและเปิดอ่านได้ตลอดเวลาทุกสถานที่
4. ไม่สิ้นเปลืองในการจัดเก็บ ไม่ต้องดูแลรักษา
5. ไม่ชำรุด ศูนย์หาย (ถ้าเจ้าของ E – Book ไม่ต้องลบออกจากไฟล์)
6. ปรับปรุงแก้ไขได้ทุกเวลาทุกสถานที่ (ถ้าเป็นเจ้าของ E – Book)
7. ลงทุนในการทำน้อย
8. เป็นผู้จัดการหรือเจ้าของด้วยตนเอง เป็นต้น
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/186
          http://phonake2504.wordpress.com/2008/11/04/e-book/